วันเดินทาง - พ่อไปส่งที่สนามบินดอนเมือง..- เคยไปเรียนที่อินเดียเมื่อสามสิบปีมาแล้ว และเคยไปเที่ยวอีกสองครั้งแล้วก็ไม่เคยคิดว่าจะมีเหตุอันใดที่ทำให้ต้องไป เยือนอินเดียอีก แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเพื่อนที่เคยเรียนอินเดียด้วยกันสมัยก่อนได้จัดกลุ่ม ทัวร์ขึ้นมาแล้วชวนให้ไปด้วยก็เลยตัดสินใจชวนพี่สาวไปไหว้พระ แล้วก็ชวนลูกทั้งสองไปด้วย เขาไม่ขัดข้องว่าทำไมต้องอินเดีย ทั้งๆที่ยังเด็กและไม่คิดว่าเขาจะไปแต่ก็คิดว่าหากใครมีวาสนาและหากอยากจะ รู้จักว่าชีวิตที่แท้จริงเป็นอย่างไร ต้องไปดูที่อินเดีย จะรู้ว่าคนที่เขาลำบากเป็นอย่างไร เห็นเอง สัมผัสเองดีกว่าฟังผู้อื่น หรืออ่านจากหนังสือ..ในที่สุดทุกอย่างก็ดูเหมือนจะราบรื่นไปหมดในการเดินทาง ครั้งนี้ แล้ววันเดินทางคือวันที่ 9 เมษายน 2545 ก็มาถึง.. ลูกสาวเราก็แฮปปี้ในการกินดีเหลือเกิน ยิ่งกว่าตอนพาไปเยอรมันเสียอีก สงสัยชาติที่แล้วเป็นแขกแน่เลย
อาหารจานแรกในอินเดีย ที่ร้านอาหารในกัลกัตต้า..
- รถไฟก็เดินทางถึงจุดหมายของวันที่สองในเช้ามืดของวันรุ่งขึ้นเป้าหมายคือ เมืองคยา สถานีตอนเช้ายังไม่มีคนพลุกพล่าน ลงรถไฟแล้วเดินพิจารณาบริเวณรอบๆ เหมือนเดิมทุกประการ ก็รีบเดินขึ้นรถบัสทัวร์ที่จอดรออยู่เพื่อเดินทางต่อไปวัดไทยพุทธคยา อยากเห็นวัดไทยฯที่เคยเป็นลูกศิษย์มาก่อนว่าจะคงสภาพเหมือนเดิมอยู่ไม๊..

-
พอ ลงจากรถไฟช่วงเดินไปขึ้นรถบัสทัวร์ ที่จอดรอไม่มีใครแตกแถวเดินไปสำรวจอะไรเลย เพราะบริเวณรอบๆ กลิ่นฉิงฉ่องตลบอบอวลมาก เขาน่าจะต้องมีการล้างสถานีรถไฟครั้งใหญ่สักครั้งหน่อย เรารีบขึ้นไปนั่งบนรถแล้วใช้สายตามองลงมาดูเพื่อระลึกชาติเอา ฮาๆๆๆๆแล้วเม้าท์กับใครก็ไม่ได้ เฮ้อแขกหนอแขกจอมอดทนกันจริงๆๆๆ
และแล้วก็ถึงแดนพุทธภูมิจนได้...ด้วยความคิดถึงวัดไทยพุทธคยา...ไปถึงแล้วก็ ออกทัวร์บริเวณตำบลพุทธคยาหลังจากพักผ่อนอริยาบทกันเรียบร้อย..
วัดไทยพุทธคยา
..วันรุ่งขึ้นของอีกวันตื่นเตรียมตัวออกเดินทางตั้งแต่ตีสี่ เพราะต้องไปให้ถึงกรุงราชคฤห์แต่เช้าตรู่เพื่อเดินขึ้นเขาคิชกูฏ อากาศช่วงสงกรานต์แบบบ้านเราแล้วบวกเข้าไปอีกสองสามองศา ร้อนขนาดไหน เหมือนเดินอยู่ใต้เตาไฟ..แต่ก็มีคนที่เขาอดทนยิ่งกว่าเราอีกคือ ชาวบ้านอินเดียและมัคคุเทศก์ที่พาเราเที่ยว..เขายังยิ้มรื่นได้เลย แต่เราเริ่มจะออกอาการความดันต่ำ คือขาบวมทีละนิดๆๆ
วัดไทยพุทธคยาเราแวะชมสวนเวฬุวันแล้วก็มุ่งหน้าต่อไปยังเขาคิชฌกูฎซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกลจาก สวนเวฬุวัน..ทางขึ้นเขาคิชฌกูฎ ปัจจุบันเป็นคอนกรีตกว้างพอเดินสวนกันได้ ลาดชันไปตามลักษณะของภูเขา ผู้แสวงบุญทุกคณะ มักจะไม่พลาดชมทัศนียภาพบนยอดภูเขาแห่งนี้ ก่อนถึงทางขึ้นเขาคิชกูฎด้านซ้ายมือเป็นซากอารามของหมอชีวกโกมารภัจจ์ แพทย์ประจำตัวพระพุทธเจ้าและพระเจ้าพิมพิสาร ซากหักพังของสิ่งก่อสร้างและเทวาลัยยุคใหม่ของนักบวชพราหมณ์ ปรากฎให้เห็นอยู่เป็นระยะสองข้างทางก่อนจะถึงเชิงเขา ยิ่งตรงเชิงเขายิ่งหนาแน่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดพักนักแสวงบุญ นักท่องเที่ยวก่อนขึ้นเขาและก่อนเดินทางกลับนั่นเอง
ปากทางขึ้นเขาคิชฌกูฎ ทางขวามือเป็นเทวาลัยฮินดู ร้านขายของที่ระลึก ขายขนมและอื่นๆ แบกะดินวางขายอยู่ทั่วไป ซ้ายมือเป็นร้านกาแฟ โรตี และที่ขึ้นกระเช้าไฟฟ้าไปยอดเขาสันติคีรีซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดญี่ปุ่น และกระเช้าก็ดำเนินการโดยญี่ปุ่นเช่นกัน วันนั้นยังเช้า ยังไม่เห็นผู้ใช้บริการ และทัวร์กลุ่มนี้เป็นชาวพุทธที่มีแต่ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเดินตามรอยพระพุทธองค์ ไม่มีวอกแว่กอยากไปดูวัดญี่ปุ่นสมัยใหม่ แต่อย่างใด สำหรับกระเช้าขึ้นวัดญี่ปุ่นเห็นว่าเดี๋ยวนี้เขาเปิดบริการบางช่วง น่าจะเพราะความเก่าแก่และติดตั้งมานานแล้ว ช่วงนักท่องเที่ยวหนาแน่นจึงเปิดบริการ และอีกอย่างไฟฟ้าในอินเดียเป็นประเภทสามวันดีสี่วันไข้ คือติดๆ ดับๆ อยู่เป็นประจำ มีบ่อยๆ ที่นักท่องเที่ยวนั่งกระเช้าขึ้นเขาต้องติดแหง๊กห้อยโตงเตงอยู่ระหว่างทาง ลงก็ไม่ได้ไปต่อก็ไม่ได้..เราเคยนั่งสมัยเป็นสาวยังหวาดๆๆเพราะเป็นกระเช้า นั่งคนเดียวโดดๆและไม่มีอะไรกั้นด้วย มาเห็นยอดเขาอีกคราวนี้รู้สึกว่าไม่สูงอะไร ก็ค่อยๆเดินขึ้นไปด้วยสมาธิและแรงศรัทธาก็เดินไปได้สบายๆๆ
เมื่อเราเดินขึ้นเขาคิชฌกูฏที่ที่เราจะเห็นปัจจุบันก็คือ ลานกว้างราว 30 ตารางเมตร เป็นลานที่พระสงฆ์ใช้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าในอดีต และพระพุทธเจ้าก็ใช้ลานกว้างราบเรียบใกล้หน้าผานี้ต้อนรับพระเจ้าพิมพิสาร รวมไปถึงคนอื่นๆ ที่มาเฝ้าพระองค์ กุฏิพระพุทธเจ้าอยู่ชิดเกือบติดหน้าผา ปัจจุบันเขาก่ออิฐตกแต่งเอาไว้พอให้รู้ว่าจุดนี้คือกุฏิพระพุทธเจ้าในอดีต ก่อนจะถึงกุฏิพระพุทธเจ้าราว 20 เมตร ตรงขวามือทางเดิน จะเป็นกุฏิของพระอานนท์ผู้คอยติดตามอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า และคอยต้อนรับผู้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า.. นักแสวงบุญเมื่อมาถึงจุดนี้ต่างหายเหนื่อยกันทุกคน อันเนื่องมาจากพลังแห่งอานิสงฆ์ของการมาถึงเป้าหมายที่แต่ละคนไม่ได้มาถึง กันง่ายๆและด้วยอากาศสดชื่น ลมพัดอ่อนๆ เย็นสบายตลอดเวลา ทิวทัศน์ของเมืองราชคฤห์ตลอดถึงกลุ่มภูเขาอีก 4 ลูกที่รายล้อมราชคฤห์เอาไว้ จะมองเห็นได้ชัดเจนสวยงาม วัดเวฬุวัน บ่อน้ำร้อนตโปทานที ถ้ำสัตตบรรณคูหาที่ภูเขาเวภารบรรพต อันเป็นสถานที่ทำสังคายนาครั้งที่แรก หากเป็นวันที่อากาศแจ่มใสสามารถมองเห็นได้จากยอดเขาคิชฌกูฎนี้
..ช่วงที่อยู่นาลันทา ต้องเศร้ามาก เพราะทนร้อนไม่ไหวดังนั้นจึงยอมนั่งรออยู่บนรถให้พรรคพวกที่ยังไม่เคยมา ไม่เคยเห็นได้ลงไปชมมหาวิทยาลัยนาลันทากันเลย เสียดายก็แต่ไม่ได้ฟังคำบรรยายของหลวงพี่อนันต์ .. ก็เลยคิดเสียว่าบุญเราไม่พอ อย่าทรมานตัวเองเลยเพราะไม่งั้นแดดเผาเป็น heat stroke แล้วจะยุ่ง..รอแต่ว่าเมื่อเขาไปชมเสร็จกลับมาขึ้นรถกันแล้ว เราจะได้ไปแวะที่วัดไทยนาลันทาที่แม่ชีอารีย์ ยังเป็นผู้ดูแลอยู่ที่นั่น อยากเจอแม่ชีอารีย์เพราะเคยมีพระคุณ ทำน้ำคั้นมะเขือเทศใส่นมให้เราได้ทาน จนทำให้เราผิวพรรณดีจนทุกวันนี้ ก็รออยู่นานพอสมควร จนพอจะจดจำว่าความร้อนที่อินเดียเป็นอย่างไร
ที่โรงแรมนาลันทา มีการสร้างใหม่สวยทันสมัยดีมาก มีร้านขายสร้อย และเหรียญเก่าของอินเดีย และด้วยความที่เจ้าของร้านเป็นลูกชายอาบังที่เคยอยู่วัดไทย คุ้นเคยกับคนไทยมาตั้งแต่เด็ก เขาดีใจที่ได้เจอเราที่รู้จักพ่อ เขาเลยให้เหรียญลูกมาคนละชิ้น ก็เลยถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก..
จากวัดไทยนาลันทา พวกเราก็มุ่งหน้าต่อไปปาตลีบุตรเพื่อขึ้นรถไฟ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ดาร์จิลลิ่ง ระหว่างทางเห็นอาบังขนของผ่านมาเลยเก็บภาพวิถีชีวิตนี้ของเขาไว้ดูเล่น
จากนาลันทาไปยังปาตลีบุตร ก็ไม่นานนัก ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรแปลกสำหรับเรา แต่ท่านที่เพิ่งไป คงนั่งพิจารณาและเข้าใจสภาพชีวิตพอสมควร เพราะทุกคนต่างก็นั่งสมาธิกันไปตลอดทาง ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครมเฮฮาด้วยความสนุกสนานอะไร ก็เป็นทัวร์ที่สุภาพมากทัวร์หนึ่งตั้งแต่เคยเดินทางมา ไปถึงปาตลีบุตรก็ยังไม่ค่ำต้องไปรอรถไฟที่สถานีซึ่งเป็นสถานีที่ใหญ่พอสมควร แห่งหนึ่ง ช่วงขนของจากรถไปยังรถไฟนี่แหละเป็นช่วงที่ต้องระวังพอสมควร เพราะกระเป๋าเดินทางเยอะมาก ขนไปกองรวมกันแล้วฝ่ายชายและหลวงพี่ก็ช่วยกันเฝ้ากระเป๋า ส่วนฝ่ายหญิงก็ขึ้นไปนั่งพักที่ห้องพักผู้โดยสารชั้นสอง เพราะบริเวณชานชาลาไม่มีเก้าอี้ให้นั่งเลย..และสุดท้ายทุกคนก็ได้ขึ้นรถไฟ ด้วยความเรียบร้อย แต่ต้องนั่งแยกกันเป็นสามกลุ่ม เนื่องจากจองตั๋วติดกันไม่ได้นั่นเอง ...ค่อยยังชั่ว เมื่อได้ที่นั่งแล้วก็เตรียมตัวนอนพักผ่อนเพื่อไปเจอกับอากาศเย็นๆๆต่อไป..
สุดท้าย เราก็เดินทางมาถึงจุดหมายในเช้าวันรุ่งขึ้น ที่สถานีนิวไจไปกูรี่ และเกิดวีรกรรมของแขกที่ทำกับหลวงพี่องค์หนึ่งก็คือย่ามที่วางไว้หัวนอนโดน ล้วงเอากล้องถ่ายรูปและเงินหายไปเกือบสองหมื่น ช่วงที่หายก็น่าจะเป็นตอนที่ตื่นแล้วเดินไปล้างหน้าในห้องน้ำโดยไม่ได้เอา ย่ามฝากใครไว้ ในขณะที่คนอื่นก็หลับยาวในที่ของใครของมัน ก็เลยเป็นการทำบุญใหญ่ให้แขกไป แต่หลวงพี่ก็ไม่ว่าอะไร เพราะท่านมีทรัพย์เยอะ ถือว่าแบ่งกันใช้บ้างกระมัง..แล้วก็มีการเดินทางต่อด้วยรถบัสขนาดกลางต่อไป เพื่อขึ้นดาร์จีลลิ่ง ซึ่งเป็นเมืองบนภูเขา ต้องใช้เวลาเดินทางต่ออีกราวสามชั่วโมงถึงที่พัก..ระหว่างทางมีการจอดยิง กระต่าย ก็เลยเรียกลูกชายลงไปเก็บภาพบรรยากาศเมืองหนาวไว้ดู..
...และแล้วก็ถึงดาร์จิลลิ่ง ดินแดนที่มีมนต์ขลังแห่งหนึ่งบนโลก ไม่รู้ทำไมต้องดั้นด้นข้ามเขาข้ามเหวมาจนถึงนี่ ประเด็นสำคัญก็เพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่เชื่อมต่อชายแดนระหว่างอินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฏานและธิเบต และที่สำคัญก็คือเป็นเมืองที่มองเห็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาหิมาลัย ที่อยู่ในเขตของประเทศอินเดีย สมัยเมื่อครั้งที่อังกฤษยึดครองอินเดีย ก็ได้ใช้ดาร์จิลลิ่งเป็นถิ่นที่อยู่หรือศูนย์กลางสำหรับนายทหารสั่งการรบ แล้วก็มาตั้งโรงเรียนเพื่อลูกหลานของตนเองที่นี่ด้วยคือโรงเรียนเซนต์โยเซฟ ซึ่งมีอายุเป็นร้อยปี และเราก็ได้ส่งลูกชายตัวดีมาเรียนที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปีการศึกษา ซึ่งก็ทำให้เขามีวิสัยทัศน์และพัฒนาการที่ดีด้านภาษา และยังเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองมาก แต่ที่ได้ไปแบบไม่ค่อยพอใจนักก็เรื่องความไม่เป็นระเบียบ หรือที่เขาเรียกว่า เซออๆๆ ที่นี่ จึงได้มีเชื้อสายที่เรียกว่าแองโกล-อินเดียนที่ตั้งรกรากกันอยู่ที่นี่เยอะ มากแต่ปัจจุบัน สังเกตว่าจะถูกชาวธิเบตอพยพเข้ามาอยู่แน่นไปหมด จึงกลายเป็นเมืองที่มีชนกลุ่มน้อยมาอยู่ร่วมกันเยอะแยะ แต่ก็ไม่มีปัญหาทะเลาะกันเหมือนปักษ์ใต้บ้านเรา
โรงเรียนเซนต์โยเซฟอยู่บนไหล่เขาด้านหลังมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้สวยงาม มาก..บรรยากาศเย็นตลอดปี..พาลูกชายไปดูเผื่อให้เขาอยากเรียน และก็ได้เรียนอยู่หนึ่งปี
..ระหว่างที่อยู่ดาร์จิลลิงค์เพียงแค่วันเดียว เขาพาไปทัวร์จุดชมวิวเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ไทเกอรฮิลล์ ต้องตื่นกันตั้งแต่ตีสี่เพื่อมีเวลาเดินทางขึ้นเขาไปยังด้านทิศตะวันออกของ ดาร์จิลลิงค์ ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างก็พากันมาในเวลาเดียวกันนี้ล้นหลาม สมัยก่อนเป็นลานดิน คนมาเที่ยวกันไม่มากนัก จึงมีจุดถ่ายรูปได้บรรยากาศธรรมชาติ แต่เดี๋ยวนี้เขาสร้างเป็นเรือนกระจก เพราะกันหนาวให้นักท่องเที่ยว มีเก้าอี้ให้นั่งรอพระอาทิตย์ ดังนั้นเวลาจะได้ภาพก็ต้องถ่ายกันในเรือนกระจก ความเป็นธรรมชาติก็ขาดหายไป ก็ต้องเลือกเอาระหว่างความสวยงามตามธรรมชาติ หรือความสะบายของมนุษย์ ทุกอย่างดูเหมือนต้องแลกเปลี่ยน..
จุดผ่านแดนระหว่างอินเดียและสิกขิม ต้องลงไปทำเรื่องขออนุญาตผ่านก่อน หากใครที่ไม่ใช่เชื้อสายอินเดียต้องขออนุญาตเข้าสิกขิม ต้องเตรียมรูปถ่ายก่อนเพื่อติดใบผ่านแดน คงเหมือนข้ามจากหนองคายไปเวียงจันทร์ ก็ต้องไปถ่ายรูปกันที่ดาร์จิลลิ่งสำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมมาจากเมืองไทย สิกขิมเป็นรัฐที่ถูกรวมเข้าเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย ทั้งๆที่โดยเชื้อสายทางด้านมานุษยวิทยา ไม่ใช่เลย แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองก็ต้องยอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย ไม่งั้นก็ต้องเป็นของจีน ช่วงที่จีนยึดธิเบต..ต้องหาลูกพี่เป็นแบ็คอัพ และเป็นรัฐที่อยู่บนเขา ไม่มีที่ราบเลย อยู่ที่เมืองนี้ต้องเดินเก่ง และแข็งแรง เพราะเดินขึ้นเดินลง ตามเนิน ตามบันได ถ้าจะไปช้อปปิ้งอายุหกสิบ เจ็ดสิบหมดสิทธิ์ เราห้าสิบยังกระหย่องกระแหย่ง
เข้าที่พัก.. โรงแรมที่พักเป็นโรงแรมสี่ชั้น เป็นโรงแรมใหม่แต่ไม่มีลิฟท์ หากใครเอากระเป๋าใบใหญ่ไปเที่ยวที่นี่ต้องคิดหนัก..แม้ว่าไม่ยกเองแต่ก็ต้อง สงสารคนยก เตรียมทิปไว้ให้คนยกกระเป๋าไว้เลย พวกเราได้พักชั้นสามและสี่ เพราะชั้นสองเป็นห้องอาหารแบบจัดมาให้ ไม่ใช่บุฟเฟ่ อาหารแบบแขกผสมจีนผสมธิเบต เรื่องอาหารเราก็ไม่ค่อยจำรายละเอียด เพราะเป็นคนกินง่าย และไม่มีอะไรให้น่าจดจำ เมนูมักจะซ้ำๆเดิมด้วย ..พอได้ห้องพักเรียบร้อย นอนห้องละสองคนแล้ว เขาก็นัดให้ไปทานข้าวราวทุ่มหนึ่ง ทานเสร็จ ก็ชวนลูกไปสำรวจเมืองนิดหน่อย เมืองก็คล้ายๆที่ดาร์จิลลิ่ง แล้วก็เห็นร้านตรงข้ามเป็นร้านโทรศัพท์ทางไกล ก็เลยชวนลูกไปโทรศัพท์หาพ่อเขาที่ขอนแก่น เสียงคุยได้ยินชัดแจ๋ว พ่อลูกได้คุยกันด้วยความดีใจที่มีการติดต่อกันง่าย ไม่เหมือนว่าเรามาไกลบ้าน ก็ต้องชมเชยอินเดียที่เขาจัดหาเรื่องสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนไว้ให้ได้ทั่ว ทุกเมือง..สิกขิมเป็นรัฐสุดท้ายของอินเดีย..ก็ใช้ระบบเดียวกับอินเดีย
วันที่สอง ณ สิกขิม.....วันนี้โปรแกรม คือไปชมทะเลสาปศักดิ์สิทธิ์บนเทือกเขาหิมาลัย..วิวระหว่างทางสวยงามและน่า กลัว สวยเพราะเป็นไหล่เขา น่ากลัวเพราะหากพลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียว ก็เละไหลลงเขาไปเป็นสิบกิโล ซึ่งน่าจะเกิดกันบ้างพอสมควร เพราะเคยได้เห็นข่าวอยู่บ้าง.. แต่ยอมรับว่าคนขับรถเขาขับเก่งจริงๆ ไม่เหมือนบ้านเรา แค่แถวเขาเพชรบูรณ์ก็พาคนไปสวรรค์ทีละคัน โดยอ้างแต่ว่าไม่ชำนาญทาง แล้วมาขับทำไมก็ไม่รู้นะ..ระหว่างทางมีน้ำตกเล็กๆ ที่ไหลลงมาจากเขา ก็ถ่ายรูปไว้ดูนิดหน่อย ไปได้ครึ่งทางก็จอดพักรถเหมือนแถวปากช่อง มีร้านขายของเป็นแถว..ริมทาง และในที่สุดก็ถึงจุดหมายคือทะเลสาปชางกู..เป็นทะเลสาปขนาดใหญ่แห่งเดียวที่ อยู่ท่ามกลางภูเขาล้อมรอบ
ทะเลสาป Tsamgo ดูแล้วศักดิ์สิทธิ์ สวยงาม เงียบ..แต่เนื่องจากอากาศเย็น หิมะละลาย รอบๆทะเลสาปค่อนข้างแฉะนิดหน่อย ภูเขาล้อมรอบทะมึน สูงใหญ่มีแต่หินผา ลำบากเรื่องห้องน้ำ infrastructure เป็นปัญหาสำหรับนักท่องเที่ยว..ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับชาวไทยเราก็คือ ได้เห็นจามรีเป็นครั้งแรกในชีวิต จากที่เคยเรียนมาตั้งแต่เด็กว่าเป็นสัตว์ที่อยู่บนประเทศแถบนี้....ทัวร์เขาจัดให้พวกเราทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารแถวกระท่อมข้างภูเขา โดยที่ฝั่งตรงข้ามคือทะเลสาป เราว่านานๆเข้าทะเลสาปอาจจะไม่บริสุทธิ์ก็ได้เพราะคนไปเที่ยวกันทุกวัน คนอยู่ที่ไหนขยะ ก็มักจะตามไปด้วย ความสกปรกจากมนุษย์ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ..ทะเลสาปแห่งนี้เขาบอกว่า ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้ใครไปทำอะไรให้น้ำสกปรก แต่ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะรอดไม๊..เราเดินตั้งแต่เหนือจดใต้ของทะเลสาป หาจุดถ่ายรูป และเช่าชุดสาวธิเบตมาสวมใส่ถ่ายรูป โดยไม่ได้ถอดเสื้อผ้าข้างไหน ดูๆเลยตัวบวมๆ..หน้าตาจะออกเป็นคนแก่ธิเบตไปเลย..สักชั่วโมงหนึ่งก็เดิน ทางกลับกังต้อคเพื่อไปเที่ยววัดสิกขิมในเมืองหลวงบ้าง..ขากลับก็หวาดเสียว เรื่องนั่งรถเลียบไหล่เขาอีกตามเคย
..เพิ่งทราบว่า เส้นทางสายที่เราไปชมทะเลสาปแห่งนี้เป็นเส้นทางที่ทะไล ลามะใช้เดินทาง ขณะหลบหนีออกมาจากทิเบตเมื่อปี 2502 และจีน อินเดียก็เพิ่งเปิดประตูผ่านแดนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2549 ซึ่งตรงกับวันครบรอบวันเกิดของท่านดาไล ลามะปีที่ 71 และขณะนี้ท่านดาไล ลามะก็ยังประทับอยู่ที่ธรรมศาลา ประเทศอินเดีย..เมื่อกลับมาเที่ยวในเมือง เขาก็พาไปวัดรุมเต็ก..แล้วก็หมดเวลา จากนั้นก็พากลับที่พัก ให้ไปเดินเล่นในเมือง แต่อย่างที่บอกเดินไกลไม่ได้เพราะต้องเดินลงไปตามบันได ก็เหมือนตลาดขายของบ้านเรา แล้วก็ถึงเวลาอาหารเย็นก็มาทานอาหารเมนูเดิมๆ แล้วก็พักผ่อนเพื่อเดินทางกลับกัลกัตต้าในวันรุ่งขึ้น แล้ววันสุดท้ายที่ปลายทางก็มาถึง วันรุ่งขึ้นก็แพ็คกระเป๋า ให้พนักงานโรงแรมเขายกใส่รถให้ ขากลับนั่งรถบัสมาขึ้นรถไฟที่นิวไจไปกูรี่เพื่อกลับกัลกัตต้า ระหว่างทางก็นั่งดูวิวทิวทัศน์ไปตามเรื่อง ที่เห็นชัดก็คือป่าไม้ที่ยังเขียวชะอุ่ม แล้วก็คิดว่าอีกสิบปีข้างหน้าอินเดียก็คงจะยังรักษาสภาพแบบนี้ไว้เหมือนเดิม แน่นอน..นี่คือเอกลักษณ์ของอินตะระเดีย ที่ไม่นิยมการเปลี่ยนแปลง ไม่นิยมการวิ่งตามใครทั้งสิ้น ...การเดินทางกลับจากสิกขิม..เราเดินทางด้วยรถยนต์ออกจากกังต้อค มาขึ้นรถไฟที่นิวไจไปกูรี่ นอนบนรถไฟหนึ่งคืน เพื่อไปกัลกัตต้า สิ่งที่น่าสนใจก็คือได้ผ่านเส้นทางที่จะแยกไปภูฐานด้วย ได้แต่คิดว่าเราคงไม่มีโอกาสไปแน่ประเทศนั้นเพราะการเดินทางเข้าไปในภูฐาน เห็นว่าต้องเสียค่าเข้าเป็นรายวัน วันละสี่พัน เพราะเขาควบคุมไม่อยากให้นักท่องเที่ยวเข้าไปกันเยอะ..และเมื่อถึงกัลกัตต้า เขาพาเข้าพักโรงแรมเสร็จ เราก็ชวนเพื่อนสมัยเรียนอินเดียเจี๊ยบกับยุทธที่เป็นคนจัดทัวร์กลุ่มนี้ออก ไปหาซื้อทับทิมอินเดียฝากทางบ้านด้วย เพราะทับทิมอินเดียเม็ดแดงแจ๊ด..ก็บ้าหอบฟางอีก

